Posted in

ทำไมภาษาไทยมีวรรณยุกต์ เสียงสูงต่ำมาจากไหน

ผู้หญิงสองคนยืนคุยกันหน้าประตูสีเขียวอมฟ้า สื่อถึงการพูดภาษาที่มีวรรณยุกต์อย่างภาษาไทย
ภาพโดย Tri Vo จาก Unsplash

ภาษาไทยมีวรรณยุกต์เพราะเป็นภาษาในตระกูลไท (Tai) ซึ่งเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์มาตั้งแต่ก่อนมีอักษรไทย นักภาษาศาสตร์อธิบายว่าเสียงวรรณยุกต์ค่อย ๆ เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของเสียงพยัญชนะตลอดหลายร้อยปี จนระดับเสียงสูงต่ำกลายเป็นสิ่งที่แยกความหมายของคำ ตัวอย่างเช่น ขา ข่า ค่า ค้า และคา เป็นคำคนละคำกัน อักษรไทยจึงต้องมีรูปวรรณยุกต์และไตรยางศ์ไว้บันทึกเสียงเหล่านี้

วรรณยุกต์คืออะไร

วรรณยุกต์คือระดับเสียงสูงต่ำของพยางค์ที่ทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนไป ภาษาที่ใช้ระดับเสียงแยกความหมายแบบนี้เรียกว่าภาษาที่มีวรรณยุกต์ หรือภาษาที่มีระบบเสียงวรรณยุกต์ (Tonal Language) ภาษาไทยมาตรฐานมี 5 เสียง แต่มีรูปวรรณยุกต์ที่ใช้เขียนเพียง 4 รูป

ในภาษาอังกฤษ การขึ้นเสียงสูงท้ายประโยคอาจบอกว่าเป็นคำถาม แต่ไม่ได้ทำให้คำเปลี่ยนเป็นอีกคำ ส่วนในภาษาไทย ถ้าออกเสียง “ไกล” เป็น “ใกล้” ความหมายจะกลับกันทันที นี่คือความต่างระหว่างทำนองเสียงในประโยคกับวรรณยุกต์ที่เป็นส่วนหนึ่งของคำ

ภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์กี่เสียง

ภาษาไทยมาตรฐานมีเสียงวรรณยุกต์ 5 เสียง ได้แก่ สามัญ เอก โท ตรี และจัตวา ตารางด้านล่างแสดงลักษณะของแต่ละเสียงพร้อมตัวอย่างคำที่ต่างกันเพียงวรรณยุกต์

เสียงวรรณยุกต์ลักษณะเสียงตัวอย่างคำ
สามัญระดับกลาง ราบเรียบคา (ติดค้าง)
เอกต่ำข่า (พืชสมุนไพร)
โทสูงแล้วตกลงค่า (ราคา คุณค่า)
ตรีสูงค้า (ซื้อขาย)
จัตวาต่ำแล้วขึ้นสูงขา (อวัยวะ)

ภาษาถิ่นในประเทศไทยมีจำนวนและลักษณะเสียงวรรณยุกต์ต่างกันไป เช่น ภาษาถิ่นเหนือ อีสาน และใต้ บางถิ่นมีเสียงวรรณยุกต์มากกว่า 5 เสียง แต่ยังสืบมาจากระบบเดียวกันในตระกูลภาษาไท

เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยมาจากไหน

เสียงวรรณยุกต์ไม่ได้ถูกคิดขึ้นพร้อมอักษรไทย แต่มีอยู่แล้วในภาษาไทดั้งเดิม (Proto-Tai) ซึ่งเป็นภาษาบรรพบุรุษของภาษาไทย ลาว ไทใหญ่ และภาษาไทอื่น ๆ นักภาษาศาสตร์สันนิษฐานว่าภาษาไทดั้งเดิมมีกลุ่มวรรณยุกต์หลักเพียงไม่กี่กลุ่ม ซึ่งนิยมเรียกด้วยตัวอักษร A, B, C และ D

ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางอธิบายพัฒนาการนี้เป็นสองขั้น

  1. เกิดวรรณยุกต์: เสียงท้ายพยางค์บางแบบ เช่น เสียงที่เกิดจากการปิดหรือเกร็งช่องเส้นเสียง ทำให้ระดับเสียงของพยางค์เปลี่ยน เมื่อเวลาผ่านไป เสียงท้ายเหล่านั้นหายไป เหลือไว้เพียงระดับเสียงที่ต่างกัน ซึ่งกลายเป็นวรรณยุกต์
  2. แตกตัวของวรรณยุกต์: ต่อมา พยัญชนะต้นที่ออกเสียงก้อง (เส้นเสียงสั่น) กับไม่ก้อง ทำให้ระดับเสียงที่ตามมาสูงต่ำต่างกัน เมื่อเสียงพยัญชนะต้นเหล่านี้กลืนกันในภายหลัง ความต่างของระดับเสียงที่เหลืออยู่จึงกลายเป็นวรรณยุกต์เพิ่มขึ้น

ร่องรอยของขั้นที่สองยังเห็นได้ในอักษรไทย พยัญชนะอักษรต่ำ เช่น ค ช พ เดิมสันนิษฐานว่าแทนเสียงก้อง ส่วนอักษรสูงและอักษรกลางแทนเสียงไม่ก้อง เมื่อเสียงพยัญชนะเหล่านี้เปลี่ยนไปแล้ว การแบ่งไตรยางศ์จึงยังจำเป็นสำหรับบอกว่าคำนั้นออกเสียงวรรณยุกต์ใด

ทำไมภาษาไทยต้องใช้วรรณยุกต์แยกความหมาย

เพราะคำไทยแท้ส่วนใหญ่เป็นคำพยางค์เดียว และจำนวนแบบของพยางค์ที่ประกอบจากพยัญชนะกับสระมีจำกัด วรรณยุกต์ช่วยเพิ่มจำนวนคำที่แยกจากกันได้ โดยไม่ต้องทำให้คำยาวขึ้น

ประโยคฝึกพูดอย่าง “ใครขายไข่ไก่” แสดงให้เห็นชัด คำว่า ขาย ไข่ และไก่ ใช้พยัญชนะและสระคล้ายกันมาก แต่ฟังแยกกันได้ด้วยวรรณยุกต์และพยัญชนะต้น ในทางกลับกัน หากผู้เรียนภาษาไทยออกเสียงวรรณยุกต์ผิด คำว่า “ใหม่” อาจกลายเป็น “ไหม้” หรือ “ไม้” ได้

ทำไมรูปวรรณยุกต์มี 4 รูป แต่เสียงมี 5 เสียง

เพราะเสียงสามัญไม่มีรูปวรรณยุกต์ และเสียงที่ได้ยินจริงขึ้นอยู่กับทั้งรูปวรรณยุกต์ ประเภทพยัญชนะต้นตามไตรยางศ์ (อักษรกลาง อักษรสูง อักษรต่ำ) และชนิดของพยางค์ คือคำเป็นหรือคำตาย รูปเดียวกันจึงอาจให้เสียงต่างกัน

ไตรยางศ์ไม่มีรูปไม้เอกไม้โทไม้ตรีไม้จัตวา
อักษรกลางกา (สามัญ)ก่า (เอก)ก้า (โท)ก๊า (ตรี)ก๋า (จัตวา)
อักษรสูงขา (จัตวา)ข่า (เอก)ข้า (โท)––
อักษรต่ำคา (สามัญ)ค่า (โท)ค้า (ตรี)––

ในทางประวัติศาสตร์ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยใช้รูปวรรณยุกต์เพียงไม้เอกและไม้โท ส่วนไม้ตรีและไม้จัตวาเพิ่มเข้ามาภายหลัง เพื่อให้อักษรกลางผันได้ครบทุกเสียง และใช้เขียนคำที่ยืมมาจากภาษาอื่น เช่น คำจากภาษาจีนอย่าง ก๋วยเตี๋ยว

ภาษาอื่นมีวรรณยุกต์เหมือนภาษาไทยไหม

มี ภาษาที่มีวรรณยุกต์พบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก และแอฟริกา ตัวอย่างใกล้ตัวคือภาษาลาว ภาษาเวียดนาม และภาษาจีนกลาง ซึ่งแต่ละภาษามีจำนวนเสียงวรรณยุกต์ไม่เท่ากัน

ภาษาในภูมิภาคเดียวกันที่อยู่ต่างตระกูลกันมักมีวรรณยุกต์คล้ายกัน นักภาษาศาสตร์มองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลจากการติดต่อกันยาวนานของผู้คนในภูมิภาค ส่วนภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางภาษา เช่น ภาษาเขมรมาตรฐาน กลับไม่ได้ใช้วรรณยุกต์แยกความหมาย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวรรณยุกต์ในภาษาไทย

คำว่า “วรรณยุกต์” แปลว่าอะไร

มาจากคำว่า วรรณ (อักษร) และ ยุกต์ (ประกอบ) แปลตามรูปศัพท์ว่าเครื่องหมายที่ประกอบกับอักษร ปัจจุบันใช้หมายถึงทั้งรูปเครื่องหมายและเสียงสูงต่ำของคำ

คำที่ไม่มีรูปวรรณยุกต์ ออกเสียงสามัญเสมอไหม

ไม่เสมอไป เช่น ขา ไม่มีรูปวรรณยุกต์แต่ออกเสียงจัตวา และคำตายอย่าง กัด หรือ นก ก็ออกเสียงเอกและตรีตามลำดับ

ภาษาไทยถิ่นมีวรรณยุกต์เท่าภาษาไทยมาตรฐานไหม

ไม่เท่ากัน ภาษาไทยถิ่นหลายถิ่นมีจำนวนเสียงวรรณยุกต์และระดับเสียงต่างจากภาษาไทยมาตรฐาน แต่สืบมาจากกลุ่มวรรณยุกต์เดียวกันในภาษาไทดั้งเดิม

ชาวต่างชาติเรียนวรรณยุกต์ไทยยากไหม

สำหรับผู้ที่ภาษาแม่ไม่มีวรรณยุกต์มักต้องใช้เวลาฝึกฟังและพูดพอสมควร วิธีที่ช่วยได้คือฝึกเป็นคู่คำที่ต่างกันเพียงวรรณยุกต์ เช่น ไกล กับ ใกล้

แหล่งอ้างอิง: Encyclopaedia Britannica – Thai language · ศิลปวัฒนธรรม – สมัยอยุธยาไม่มีไม้ตรี ไม้จัตวา และวรรณยุกต์ไม่ได้แปลว่าผันเสียง · Kirby et al. – งานวิจัยว่าด้วยการเกิดและการแตกตัวของวรรณยุกต์ (PDF) · Pittayaporn – Laryngeal contrasts in the Tai dialect of Cao Bằng (PDF)

ภาพหน้าปกโดย Tri Vo จาก Unsplash

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *