Posted in

เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่? วิธีคำนวณและที่เก็บเงิน

กระปุกออมสินรูปหมูสีชมพูกับเหรียญบนโต๊ะไม้ สื่อถึงการเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน
ภาพโดย Andre Taissin จาก Unsplash

เงินสำรองฉุกเฉินควรมีอย่างน้อย 3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน สำหรับคนที่มีรายได้ประจำ ส่วนฟรีแลนซ์หรือคนที่รายได้ไม่แน่นอนควรมีมากกว่านั้น เช่น 6–12 เดือน เงินก้อนนี้ควรเก็บไว้ในที่ที่ความเสี่ยงต่ำและถอนได้ทันที เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่แยกจากบัญชีใช้จ่าย ถ้ายังเก็บไม่ไหว ให้เริ่มจากเป้า 1 เดือนก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่ม

เงินสำรองฉุกเฉินคืออะไร และต่างจากเงินออมทั่วไปอย่างไร?

เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) คือเงินที่กันไว้ใช้เฉพาะเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน เจ็บป่วย หรือมีค่าซ่อมแซมก้อนใหญ่กะทันหัน ต่างจากเงินออมทั่วไปตรงที่ไม่ได้มีไว้เพื่อเป้าหมายอย่างการเที่ยวหรือซื้อของ แต่มีไว้เพื่อให้เรายังใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่ต้องกู้ยืม

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แนะนำให้แยกเงินออมเพื่อเหตุฉุกเฉินไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ต่างหาก ไม่ปนกับบัญชีที่ใช้จ่ายประจำเดือน เพราะวัตถุประสงค์ของเงินสองก้อนนี้ต่างกัน เมื่อแยกบัญชีแล้วจะเห็นยอดชัดเจนและลดโอกาสเผลอหยิบมาใช้

คนที่ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิดมักต้องรูดบัตรเครดิต ใช้สินเชื่อบุคคล หรือยืมเงินคนอื่น ซึ่งอาจตามมาด้วยดอกเบี้ยสูงและภาระหนี้ระยะยาว เงินก้อนนี้จึงเปรียบเหมือน “กันชน” ของสุขภาพการเงิน

เงินสำรองฉุกเฉินควรมีกี่เดือนของค่าใช้จ่าย?

หลักที่หน่วยงานด้านการเงินของไทยแนะนำตรงกันคือ 3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ยิ่งรายได้ไม่มั่นคงหรือมีภาระมาก ยิ่งควรเก็บให้ใกล้ตัวเลขด้านบนหรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ให้คิดจาก “ค่าใช้จ่าย” ไม่ใช่ “รายได้”

ตารางด้านล่างช่วยเทียบคร่าว ๆ ว่าแต่ละสถานการณ์ควรตั้งเป้ากี่เดือน

ลักษณะรายได้และภาระเป้าหมายที่แนะนำเหตุผล
พนักงานประจำ รายได้สม่ำเสมอ3–6 เดือนหากตกงาน มักใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหางานใหม่ได้
ฟรีแลนซ์ ค้าขาย หรือรายได้ไม่แน่นอน6–12 เดือนบางช่วงอาจไม่มีงานหรือรายได้เข้าเลยหลายเดือน
เป็นคนหารายได้หลักคนเดียวของบ้าน หรือมีคนต้องดูแลค่อนไปทาง 6 เดือนขึ้นไปถ้ารายได้หยุด คนทั้งบ้านได้รับผลกระทบ
เพิ่งเริ่มเก็บเงินเริ่มที่ 1 เดือนก่อนทำให้เป้าหมายไม่ไกลเกินไปและสร้างนิสัยการออม

คำนวณเงินสำรองฉุกเฉินของตัวเองอย่างไร?

ให้รวมค่าใช้จ่ายที่ “จำเป็นจริง” ต่อเดือน แล้วคูณด้วยจำนวนเดือนที่เหมาะกับสถานการณ์ของเรา ตัวเลขที่ได้คือเป้าหมายเงินสำรองฉุกเฉิน วิธีนี้ใช้เวลาไม่นานและควรทบทวนทุกครั้งที่ค่าใช้จ่ายเปลี่ยน

  1. ดูรายการเดินบัญชีหรือบันทึกรายรับรายจ่ายย้อนหลัง 2–3 เดือน
  2. เลือกเฉพาะค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเช่าบ้านหรือผ่อนบ้าน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่างวดหนี้ และเบี้ยประกัน
  3. ตัดรายจ่ายที่งดได้ชั่วคราวออก เช่น ช้อปปิ้ง สังสรรค์ หรือท่องเที่ยว
  4. รวมยอดเป็น “ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน”
  5. คูณด้วยจำนวนเดือนตามตารางข้างต้น

ตัวอย่าง: ถ้ามีค่าใช้จ่ายจำเป็นเดือนละ 15,000 บาท และเป็นพนักงานประจำ เป้าหมายคือ 15,000 × 3 = 45,000 บาท ถึง 15,000 × 6 = 90,000 บาท แต่ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ที่ตั้งเป้า 6–12 เดือน เป้าหมายจะอยู่ที่ 90,000–180,000 บาท

ควรเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ที่ไหน?

ที่เก็บเงินสำรองฉุกเฉินควรมี 2 คุณสมบัติ คือ สภาพคล่องสูง (ถอนออกมาใช้ได้เร็ว) และ ความเสี่ยงต่ำ (เงินต้นไม่ลดลงตอนที่ต้องใช้) ตัวเลือกที่นิยมคือบัญชีเงินฝากออมทรัพย์และกองทุนรวมตลาดเงิน ไม่ควรเอาไปไว้ในสินทรัพย์ที่ราคาผันผวน

ที่เก็บเงินความเร็วในการถอนความเสี่ยงและข้อควรรู้
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ (รวมบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัล)ทันทีความเสี่ยงต่ำ ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) สูงสุด 1 ล้านบาทต่อผู้ฝาก 1 รายต่อสถาบันการเงิน 1 แห่ง
กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ซึ่งลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นมากโดยทั่วไปภายในไม่กี่วันทำการความเสี่ยงต่ำแต่ไม่ใช่เงินฝาก จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองของ สคฝ. และผลตอบแทนไม่รับประกัน
หุ้น กองทุนหุ้น หรือคริปโทเคอร์เรนซีขึ้นกับตลาดไม่เหมาะ เพราะอาจต้องขายตอนราคาตกพอดีกับช่วงที่ต้องใช้เงิน

หลายคนเลือกแบ่งเงินสำรองเป็นสองส่วน คือเก็บในบัญชีออมทรัพย์ส่วนหนึ่งเพื่อใช้ได้ทันที และอีกส่วนในกองทุนรวมตลาดเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มเล็กน้อย ก่อนเลือกควรอ่านหนังสือชี้ชวนและเงื่อนไขการขายคืนของกองทุนให้เข้าใจ

ถ้ารายได้น้อย จะเริ่มเก็บเงินสำรองฉุกเฉินอย่างไร?

เริ่มจากเป้าเล็ก ๆ ที่ทำได้จริง เช่น เงินสำรอง 1 เดือนของค่าใช้จ่าย แล้วตั้งระบบให้เงินถูกโอนเข้าบัญชีเงินสำรองอัตโนมัติทุกครั้งที่ได้เงิน ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าจำนวนเงินในช่วงแรก

  1. ตั้งเป้าแรกที่ 1 เดือน เมื่อทำได้แล้วค่อยขยับเป็น 3 และ 6 เดือน
  2. ออมก่อนใช้ ตั้งโอนอัตโนมัติไปบัญชีเงินสำรองในวันที่เงินเดือนเข้า ธปท. แนะนำว่าอาจเริ่มออมราว 1 ใน 4 ของรายได้ แล้วปรับให้เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง
  3. เปิดบัญชีแยก และไม่ผูกบัตรเดบิตหรือแอปจ่ายเงินกับบัญชีนี้ เพื่อลดการถอนโดยไม่ตั้งใจ
  4. นำเงินพิเศษมาเติม เช่น โบนัส เงินคืนภาษี หรือรายได้เสริม แบ่งบางส่วนเข้าบัญชีเงินสำรอง
  5. ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าสมาชิกบริการที่ไม่ค่อยได้ใช้ แล้วโอนส่วนต่างเข้าบัญชีเงินสำรอง

ควรใช้เงินสำรองฉุกเฉินเมื่อไหร่ และใช้แล้วต้องทำอย่างไร?

ควรใช้เงินสำรองฉุกเฉินเฉพาะเหตุที่จำเป็น เร่งด่วน และไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าเท่านั้น หลังใช้แล้วควรวางแผนเติมเงินกลับให้ครบตามเป้าโดยเร็ว เพื่อให้พร้อมรับเหตุการณ์ครั้งถัดไป

ตัวอย่างเหตุที่ใช้ได้ เช่น ตกงานหรือรายได้หายกะทันหัน เจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุที่ประกันไม่ครอบคลุม รถหรือบ้านเสียหายจนต้องซ่อมทันที ส่วนเรื่องที่ไม่ควรใช้ เช่น โปรโมชันลดราคา ทริปเที่ยว หรือของที่อยากได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ควรมีเงินออมแยกตามเป้าหมายของตัวเอง

เมื่อใช้ไปแล้ว ให้กลับไปตั้งโอนอัตโนมัติอีกครั้ง หรือเพิ่มจำนวนเงินออมต่อเดือนชั่วคราวจนกว่ายอดจะกลับมาเท่าเดิม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินสำรองฉุกเฉิน

มีหนี้บัตรเครดิตอยู่ ควรเก็บเงินฉุกเฉินหรือใช้หนี้ก่อน?

ทำควบคู่กันได้ โดยกันเงินสำรองก้อนเล็กไว้ก่อน เช่น 1 เดือนของค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ต้องรูดบัตรเพิ่มเมื่อเกิดเหตุ แล้วเร่งปิดหนี้ดอกเบี้ยสูง จากนั้นค่อยเพิ่มเงินสำรองให้ครบ 3–6 เดือน

มีประกันสุขภาพแล้ว ยังต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินไหม?

ยังต้องมี เพราะประกันสุขภาพคุ้มครองเฉพาะค่ารักษาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องรายได้ที่หายไปตอนตกงานหรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินอื่น ๆ

นับเงินลงทุนในหุ้นเป็นเงินสำรองฉุกเฉินได้ไหม?

ไม่ควรนับ เพราะราคาหุ้นผันผวน ถ้าต้องขายในช่วงตลาดตกอาจได้เงินน้อยกว่าที่ลงทุนไป เงินสำรองฉุกเฉินควรอยู่ในที่ที่เงินต้นค่อนข้างคงที่และถอนได้เร็ว

ควรทบทวนยอดเงินสำรองฉุกเฉินบ่อยแค่ไหน?

ควรทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง และทุกครั้งที่ชีวิตเปลี่ยน เช่น ย้ายบ้าน มีลูก เปลี่ยนงาน หรือมีหนี้ผ่อนก้อนใหม่ เพราะค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือนจะเปลี่ยนตามไปด้วย

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล หากต้องการวางแผนตามสถานการณ์ของตัวเอง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงิน

แหล่งอ้างอิง: ธนาคารแห่งประเทศไทย – การออม · ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย – 5 เรื่องการเงินต้องรู้ ก่อนอายุ 30 ปี · ธนาคารออมสิน – เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินต้องมีเท่าไหร่ · สถาบันคุ้มครองเงินฝาก – วงเงินคุ้มครอง

ภาพหน้าปกโดย Andre Taissin จาก Unsplash

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *