ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณได้ใน 3 ขั้นตอนหลัก คือ นำเงินได้ทั้งปีมาหักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน จะได้ “เงินได้สุทธิ” แล้วนำเงินได้สุทธิไปคูณอัตราภาษีแบบขั้นบันได ซึ่งเริ่มจากยกเว้นภาษีสำหรับ 150,000 บาทแรก ไปจนถึงอัตราสูงสุด 35% สำหรับส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร และใครต้องเสีย?
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax หรือ PIT) คือภาษีที่เก็บจากเงินได้ของบุคคลทั่วไปตามปีภาษี ซึ่งนับตามปีปฏิทินตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคม ผู้มีเงินได้ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีในปีถัดไปกับกรมสรรพากร แม้คำนวณแล้วจะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม หากมีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
เงินได้ที่ต้องเสียภาษีถูกแบ่งเป็น 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เช่น เงินเดือนและค่าจ้าง (มาตรา 40(1)) ค่าจ้างทำงานฟรีแลนซ์ (มาตรา 40(2)) ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) และเงินได้จากการค้าขาย (มาตรา 40(8)) แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน
สูตรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอย่างไร?
สูตรพื้นฐานคือ เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมิน − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน จากนั้นนำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามอัตราภาษีขั้นบันได คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” หมายถึงเงินได้ทั้งหมดที่ได้รับในปีภาษีก่อนหักสิ่งใด
- รวมเงินได้พึงประเมินทั้งปี เช่น เงินเดือน 12 เดือน รวมโบนัสและค่าล่วงเวลา
- หักค่าใช้จ่าย สำหรับเงินเดือนและค่าจ้าง (มาตรา 40(1) และ 40(2)) หักได้ 50% แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
- หักค่าลดหย่อน เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินสมทบประกันสังคมที่จ่ายจริง
- ได้ผลลัพธ์เป็นเงินได้สุทธิ
- นำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามอัตราภาษีขั้นบันได แล้วหักภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว เพื่อดูว่าต้องจ่ายเพิ่มหรือได้เงินคืน
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันไดมีกี่ขั้น?
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยมี 8 ขั้น ตั้งแต่ได้รับยกเว้นไปจนถึง 35% แต่ละอัตราใช้กับเงินได้สุทธิเฉพาะส่วนที่อยู่ในขั้นนั้นเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับเงินได้ทั้งก้อน
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี | ภาษีสูงสุดในขั้น (บาท) | ภาษีสะสมสูงสุด (บาท) |
|---|---|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น | 0 | 0 |
| 150,001 – 300,000 | 5% | 7,500 | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 10% | 20,000 | 27,500 |
| 500,001 – 750,000 | 15% | 37,500 | 65,000 |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% | 50,000 | 115,000 |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% | 250,000 | 365,000 |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% | 900,000 | 1,265,000 |
| 5,000,001 ขึ้นไป | 35% | – | – |
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าเมื่อเงินได้สุทธิขึ้นไปอยู่ในขั้นที่สูงขึ้น จะต้องเสียภาษีอัตราใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะส่วนที่อยู่ในขั้นล่างยังเสียในอัตราเดิม
ตัวอย่างการคำนวณภาษีของมนุษย์เงินเดือนเป็นอย่างไร?
ตัวอย่างนี้สมมติว่ามีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว เป็นโสด และใช้สิทธิลดหย่อนเพียงค่าลดหย่อนส่วนตัวกับเงินสมทบประกันสังคม สำหรับปี 2569 เพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 ปรับเป็น 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน หรือ 10,500 บาทต่อปี
| รายการ | เงินเดือน 30,000 บาท | เงินเดือน 50,000 บาท |
|---|---|---|
| เงินได้ทั้งปี | 360,000 | 600,000 |
| หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) | 100,000 | 100,000 |
| หักค่าลดหย่อนส่วนตัว | 60,000 | 60,000 |
| หักเงินสมทบประกันสังคม | 10,500 | 10,500 |
| เงินได้สุทธิ | 189,500 | 429,500 |
| ภาษีที่ต้องเสียทั้งปี | 1,975 | 20,450 |
วิธีคิดของคนเงินเดือน 30,000 บาท คือ เงินได้สุทธิ 189,500 บาท ส่วน 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เหลือ 39,500 บาทเสีย 5% เท่ากับ 1,975 บาท ส่วนคนเงินเดือน 50,000 บาท เสีย 7,500 บาทสำหรับขั้น 150,001–300,000 บาท บวกกับ 10% ของส่วนที่เกิน 300,000 บาท อีก 129,500 บาท เท่ากับ 12,950 บาท รวมเป็น 20,450 บาท
ค่าลดหย่อนภาษีที่คนทั่วไปใช้ได้มีอะไรบ้าง?
ค่าลดหย่อนคือรายการที่กฎหมายให้นำมาหักออกจากเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย เพื่อลดเงินได้สุทธิ ยิ่งใช้สิทธิลดหย่อนได้มาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งลดลง แต่แต่ละรายการมีเงื่อนไขและเพดานของตัวเอง
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ใช้ได้ทุกคน
- ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนบุตรและค่าลดหย่อนบิดามารดา ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
- เงินสมทบประกันสังคมตามที่จ่ายจริง
- เบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และการออมเพื่อการเกษียณ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ภายในเพดานที่กำหนด
- เงินบริจาคและมาตรการลดหย่อนพิเศษที่รัฐประกาศเป็นรายปี
เงื่อนไขและเพดานของค่าลดหย่อนบางรายการอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีภาษี จึงควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของกรมสรรพากรก่อนวางแผนซื้อประกันหรือกองทุนเพื่อลดหย่อน
ผู้มีรายได้หลายทางต้องคำนวณภาษีอย่างไร?
ผู้ที่มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน เช่น ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่าเช่า หรือรายได้จากการค้าขาย ต้องรวมเงินได้ทุกประเภทแล้วหักค่าใช้จ่ายตามแต่ละประเภท ก่อนนำมาคำนวณภาษีในแบบเดียวกัน นอกจากนี้อาจต้องคำนวณภาษีอีกวิธีหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบ
หากมีเงินได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือน (มาตรา 40(2) ถึง 40(8)) รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป ต้องคำนวณภาษีวิธีที่สองด้วย คือ 0.5% ของเงินได้พึงประเมินดังกล่าวก่อนหักค่าใช้จ่าย แล้วเสียภาษีตามวิธีที่ได้ยอดสูงกว่า แต่ถ้าภาษีจากวิธีที่สองไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับยกเว้นและใช้วิธีแรกตามปกติ
ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเมื่อไร?
ภาษีเงินได้ของปีใดต้องยื่นในช่วงต้นปีถัดไป โดยยื่นแบบกระดาษได้ภายในวันที่ 31 มีนาคม ส่วนการยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือแอปของกรมสรรพากรมักได้รับการขยายเวลาเพิ่มเติม ผู้มีเงินเดือนอย่างเดียวใช้แบบ ภ.ง.ด.91 ส่วนผู้มีเงินได้หลายประเภทใช้แบบ ภ.ง.ด.90
ผู้มีเงินได้บางประเภท เช่น ค่าเช่าหรือรายได้จากธุรกิจ ต้องยื่นแบบครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) สำหรับเงินได้ช่วงมกราคมถึงมิถุนายนด้วย ควรตรวจสอบกำหนดเวลาของแต่ละปีจากประกาศของกรมสรรพากร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เงินเดือนเท่าไรถึงเริ่มเสียภาษี?
ถ้ามีเงินเดือนอย่างเดียวและใช้แค่ค่าลดหย่อนส่วนตัวกับประกันสังคม คนที่มีเงินได้ทั้งปีไม่เกินราว 320,000 บาท (ประมาณ 26,700 บาทต่อเดือน) มักยังไม่ต้องเสียภาษี แต่อาจยังต้องยื่นแบบ
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร?
คือภาษีที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหักไว้ล่วงหน้าแล้วนำส่งกรมสรรพากร เมื่อยื่นแบบประจำปีจะนำยอดนี้มาหักจากภาษีที่คำนวณได้ ถ้าหักไว้เกินจะขอคืนได้
ไม่มีภาษีต้องจ่ายต้องยื่นแบบหรือไม่?
ต้องยื่น หากมีเงินได้ถึงเกณฑ์ เช่น ผู้มีเงินเดือนอย่างเดียวที่มีเงินได้ทั้งปีเกิน 120,000 บาท สำหรับผู้ไม่มีคู่สมรส แม้คำนวณแล้วไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีหรือกฎหมายเฉพาะบุคคล อัตราและค่าลดหย่อนอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
แหล่งอ้างอิง: กรมสรรพากร: อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา · กรมสรรพากร · สำนักงานประกันสังคม
ภาพหน้าปกโดย Mediamodifier จาก Unsplash

