Posted in

2FA คืออะไร ทำไมควรเปิดใช้ และเปิดอย่างไร

สมาร์ตโฟนแสดงไอคอนแม่กุญแจบนโต๊ะไม้ สื่อถึงการเปิดใช้ 2FA เพื่อความปลอดภัยของบัญชี
ภาพโดย Dan Nelson จาก Unsplash

2FA (Two-Factor Authentication) หรือการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน คือการเข้าสู่ระบบที่ต้องใช้หลักฐานยืนยันตัวตนสองอย่างที่ต่างประเภทกัน เช่น รหัสผ่านคู่กับรหัสจากแอปในโทรศัพท์ ถึงมิจฉาชีพจะได้รหัสผ่านไป ก็ยังเข้าบัญชีไม่ได้ถ้าไม่มีปัจจัยที่สอง การเปิด 2FA จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดในการป้องกันบัญชีออนไลน์ถูกแฮ็ก

2FA คืออะไร

2FA คือการยืนยันตัวตนด้วยปัจจัย (factor) สองประเภทก่อนเข้าใช้บัญชี โดยปัจจัยแต่ละประเภทต้องมาจากคนละกลุ่ม ไม่ใช่รหัสผ่านสองชุด แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ MFA (Multi-Factor Authentication) หรือการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย ซึ่งหมายถึงการใช้ตั้งแต่สองปัจจัยขึ้นไป

สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ (CISA) แบ่งปัจจัยยืนยันตัวตนเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มปัจจัยความหมายตัวอย่าง
สิ่งที่คุณรู้ข้อมูลที่จำไว้ในหัวรหัสผ่าน, PIN
สิ่งที่คุณมีอุปกรณ์ที่อยู่กับตัวโทรศัพท์ที่รับรหัส, แอปยืนยันตัวตน, กุญแจความปลอดภัย (security key)
สิ่งที่คุณเป็นลักษณะทางชีวภาพลายนิ้วมือ, ใบหน้า

ทำไมควรเปิดใช้ 2FA

เพราะรหัสผ่านเพียงอย่างเดียวรั่วไหลได้ง่าย ทั้งจากการถูกหลอกให้กรอกในเว็บปลอม การใช้รหัสซ้ำหลายเว็บ หรือฐานข้อมูลของบริการต่าง ๆ ถูกเจาะ เมื่อเปิด 2FA ผู้โจมตีต้องได้ปัจจัยที่สองด้วย ซึ่งยากกว่ามาก CISA ระบุว่าผู้ที่เปิดใช้ MFA มีโอกาสถูกแฮ็กน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ และ MFA แบบใดก็ยังดีกว่าไม่มีเลย

บัญชีที่ควรเปิด 2FA ก่อน ได้แก่ อีเมลหลัก (เพราะใช้รีเซ็ตรหัสผ่านบัญชีอื่น) แอปธนาคารและกระเป๋าเงินดิจิทัล โซเชียลมีเดีย บริการเก็บไฟล์ออนไลน์ และบัญชีที่ใช้ทำงาน

2FA มีกี่แบบ และแบบไหนปลอดภัยที่สุด

2FA ที่ใช้กันทั่วไปมีหลายแบบ ความปลอดภัยต่างกัน แบบที่ต้านการหลอกลวงทางเว็บ (phishing-resistant) ได้ดีที่สุดคือกุญแจความปลอดภัยและพาสคีย์ (passkey) ตามมาตรฐาน FIDO ส่วนรหัสผ่านทาง SMS สะดวกแต่ปลอดภัยน้อยที่สุดในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้แบบใดก็ตามยังดีกว่าไม่เปิดเลย

รูปแบบวิธีทำงานจุดเด่นข้อควรระวัง
รหัส OTP ทาง SMSระบบส่งรหัสใช้ครั้งเดียว (OTP: One-Time Password) ไปยังเบอร์โทรศัพท์ใช้ง่าย ไม่ต้องติดตั้งแอปถูกหลอกให้บอกรหัสได้ และเสี่ยงหากถูกสวมรอยซิมการ์ด
แอปยืนยันตัวตน (authenticator app)แอปสร้างรหัส 6 หลักที่เปลี่ยนทุก ๆ 30 วินาทีไม่ต้องพึ่งเครือข่ายมือถือยังถูกหลอกให้กรอกรหัสในเว็บปลอมได้
การกดยืนยันผ่านแอป (push notification)แอปเด้งถามให้กดอนุมัติการเข้าสู่ระบบสะดวกมากอาจถูกส่งคำขอซ้ำ ๆ จนเผลอกดอนุมัติ ควรใช้แบบจับคู่ตัวเลข
กุญแจความปลอดภัยและพาสคีย์ (FIDO)อุปกรณ์ยืนยันกับเว็บไซต์โดยตรงด้วยการเข้ารหัสต้านเว็บปลอมได้ดีต้องตั้งค่าอุปกรณ์สำรองไว้ด้วย

พาสคีย์คือข้อมูลยืนยันตัวตนตามมาตรฐาน FIDO ที่เก็บอยู่ในอุปกรณ์ ใช้เข้าสู่ระบบด้วยวิธีเดียวกับการปลดล็อกเครื่อง เช่น สแกนนิ้วหรือใบหน้า เนื่องจากพาสคีย์ผูกกับโดเมนของเว็บไซต์จริง จึงใช้กับเว็บปลอมไม่ได้

เปิดใช้ 2FA อย่างไร

บริการส่วนใหญ่มีเมนูเปิด 2FA อยู่ในส่วนการตั้งค่าความปลอดภัยของบัญชี ขั้นตอนโดยทั่วไปใช้เวลาไม่กี่นาที และควรเตรียมวิธีกู้คืนบัญชีไว้ตั้งแต่ตอนตั้งค่า

  1. เข้าสู่ระบบบัญชีที่ต้องการ แล้วเปิดเมนูการตั้งค่าความปลอดภัย (Security) หรือการเข้าสู่ระบบ
  2. มองหาตัวเลือก “การยืนยันแบบ 2 ขั้นตอน” “Two-factor authentication” หรือ “Passkey”
  3. เลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุดที่บริการรองรับ เช่น พาสคีย์หรือแอปยืนยันตัวตน แทน SMS หากเลือกได้
  4. ทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ เช่น สแกนคิวอาร์โค้ดด้วยแอปยืนยันตัวตน แล้วกรอกรหัสเพื่อยืนยัน
  5. บันทึกรหัสสำรอง (backup codes) เก็บไว้ในที่ปลอดภัย แยกจากโทรศัพท์
  6. ทดลองออกจากระบบแล้วเข้าใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่าตั้งค่าสำเร็จ

เปิด 2FA แล้วต้องระวังอะไรบ้าง

2FA ช่วยได้มาก แต่ไม่ได้ป้องกันทุกอย่าง จุดอ่อนที่พบบ่อยคือการถูกหลอกให้บอกรหัสหรือกดอนุมัติเอง และการทำโทรศัพท์หายโดยไม่มีวิธีกู้คืนบัญชี

  • ไม่บอกรหัส OTP กับใครทั้งสิ้น แม้อีกฝ่ายอ้างว่าเป็นธนาคาร เจ้าหน้าที่รัฐ หรือฝ่ายบริการลูกค้า
  • ถ้ามีคำขอยืนยันเข้าสู่ระบบที่ไม่ได้ทำเอง อย่ากดอนุมัติ และให้เปลี่ยนรหัสผ่านทันที
  • ตรวจชื่อเว็บไซต์ทุกครั้งก่อนกรอกรหัสผ่านหรือรหัส OTP
  • ใช้รหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละบัญชีควบคู่กับ 2FA
  • เมื่อเปลี่ยนโทรศัพท์ ให้ย้ายแอปยืนยันตัวตนหรือพาสคีย์ให้เรียบร้อยก่อนล้างเครื่องเก่า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ 2FA

2FA กับ MFA ต่างกันอย่างไร

2FA ใช้สองปัจจัยพอดี ส่วน MFA หมายถึงสองปัจจัยขึ้นไป 2FA จึงเป็น MFA รูปแบบหนึ่ง

ถ้าโทรศัพท์หายจะเข้าบัญชีได้อย่างไร

ใช้รหัสสำรองที่บันทึกไว้ อุปกรณ์สำรองที่ลงทะเบียนไว้ หรือขั้นตอนกู้คืนบัญชีของผู้ให้บริการ จึงควรตั้งค่าวิธีสำรองตั้งแต่วันแรก

การสแกนนิ้วเข้าแอปธนาคารนับเป็น 2FA ไหม

ขึ้นกับระบบ ถ้าการสแกนนิ้วใช้ปลดล็อกข้อมูลที่ผูกกับอุปกรณ์ที่ลงทะเบียนไว้ ก็เท่ากับใช้สิ่งที่คุณเป็นร่วมกับสิ่งที่คุณมี แต่ถ้าใช้แทนรหัสผ่านอย่างเดียวบนอุปกรณ์ใดก็ได้ จะนับเป็นปัจจัยเดียว

SMS OTP ไม่ปลอดภัยแล้วควรเลิกใช้ไหม

ถ้าบริการมีตัวเลือกที่ดีกว่า เช่น พาสคีย์หรือแอปยืนยันตัวตน ควรเปลี่ยนไปใช้ แต่ถ้ามีแค่ SMS ก็ยังควรเปิดไว้ เพราะดีกว่าการใช้รหัสผ่านอย่างเดียว

แหล่งอ้างอิง: CISA: More than a Password (MFA) · CISA: Implementing Phishing-Resistant MFA · FIDO Alliance: Passkeys

ภาพหน้าปกโดย Dan Nelson จาก Unsplash

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *