Posted in

ค่า BMI คืออะไร คำนวณอย่างไร และอ่านผลแบบไหน

คนยืนบนเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัลสีขาว ใช้ชั่งน้ำหนักเพื่อนำไปคำนวณค่า BMI
ภาพโดย i yunmai จาก Unsplash

ค่า BMI (Body Mass Index) หรือ “ดัชนีมวลกาย” คือตัวเลขที่ได้จากการนำน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นว่าน้ำหนักของเราเหมาะสมกับส่วนสูงหรือไม่ สำหรับผู้ใหญ่ชาวเอเชียรวมถึงคนไทย ค่าที่ถือว่าปกติคือ 18.5–22.9 ถ้าสูงกว่านั้นเริ่มมีความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับน้ำหนักเกิน แต่ BMI ไม่ได้วัดไขมันโดยตรง จึงควรดูร่วมกับรอบเอวและสุขภาพด้านอื่น

ค่า BMI คืออะไร

BMI คือดัชนีที่บอกความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักกับส่วนสูง องค์การอนามัยโลก (WHO) ใช้ค่านี้เป็นเกณฑ์หลักในการแบ่งภาวะน้ำหนักน้อย ปกติ น้ำหนักเกิน และโรคอ้วนในผู้ใหญ่ ข้อดีของมันคือคำนวณง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ มีแค่เครื่องชั่งกับสายวัดส่วนสูงก็พอ

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) อธิบายว่า BMI เป็น “เครื่องมือคัดกรอง” ที่ทำได้รวดเร็วและปลอดภัย ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค ค่า BMI สัมพันธ์กับปริมาณไขมันในร่างกายในระดับปานกลางถึงสูงเมื่อดูในภาพรวมของประชากร แต่สำหรับแต่ละคน แพทย์จะดูร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเลือด และการตรวจร่างกาย

สูตรคำนวณค่า BMI คืออะไร

สูตรคือ BMI = น้ำหนัก (กิโลกรัม) ÷ [ส่วนสูง (เมตร) × ส่วนสูง (เมตร)] หน่วยของผลลัพธ์คือกิโลกรัมต่อตารางเมตร (กก./ม.²) แต่ในชีวิตประจำวันเรามักพูดถึงแค่ตัวเลข สิ่งสำคัญคือต้องแปลงส่วนสูงจากเซนติเมตรเป็นเมตรก่อนเสมอ

ขั้นตอนคำนวณด้วยตัวเองมีดังนี้

  1. ชั่งน้ำหนักตอนเช้าหลังเข้าห้องน้ำ ใส่เสื้อผ้าเบา ๆ และไม่สวมรองเท้า
  2. วัดส่วนสูงโดยยืนตัวตรง ชิดผนัง ไม่สวมรองเท้า แล้วแปลงเป็นเมตร เช่น 160 ซม. = 1.60 ม.
  3. นำส่วนสูงเป็นเมตรคูณตัวเอง เช่น 1.60 × 1.60 = 2.56
  4. นำน้ำหนักหารด้วยผลลัพธ์ เช่น 60 ÷ 2.56 = 23.4
  5. นำตัวเลขที่ได้ไปเทียบกับตารางเกณฑ์ BMI

จากตัวอย่างนี้ คนที่สูง 160 ซม. หนัก 60 กก. จะมีค่า BMI ประมาณ 23.4 ซึ่งตามเกณฑ์สากลยังถือว่าปกติ แต่ตามเกณฑ์สำหรับคนเอเชียจะอยู่ในช่วงน้ำหนักเกิน เพราะเกณฑ์สำหรับคนเอเชียกำหนดค่าปกติไว้ต่ำกว่าเกณฑ์สากล

ค่า BMI เท่าไรถึงถือว่าปกติ

สำหรับผู้ใหญ่ตามเกณฑ์สากลของ WHO ค่า BMI ปกติคือ 18.5–24.9 ส่วนเกณฑ์ที่นิยมใช้กับคนเอเชียและใช้กันแพร่หลายในประเทศไทยจะเข้มกว่า คือค่าปกติอยู่ที่ 18.5–22.9 เหตุผลคืองานศึกษาพบว่าคนเอเชียหลายกลุ่มมีไขมันในร่างกายสูงกว่าและเริ่มมีความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจตั้งแต่ค่า BMI ยังต่ำกว่าคนยุโรป

ค่า BMI (กก./ม.²)เกณฑ์สากล (WHO)เกณฑ์สำหรับคนเอเชีย
ต่ำกว่า 18.5น้ำหนักน้อยน้ำหนักน้อย
18.5–22.9ปกติปกติ
23.0–24.9ปกติน้ำหนักเกิน (ท้วม)
25.0–29.9น้ำหนักเกินอ้วนระดับ 1
30.0 ขึ้นไปอ้วนอ้วนระดับ 2

ในปี 2004 คณะผู้เชี่ยวชาญของ WHO ได้ทบทวนเรื่องนี้และแนะนำว่าประเทศในเอเชียสามารถใช้จุดตัดเพิ่มเติม เช่น 23 และ 27.5 เพื่อใช้ในงานสาธารณสุข ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ หากเป็นคนไทยแล้ว BMI เริ่มเกิน 23 ควรเริ่มใส่ใจเรื่องอาหารและการออกกำลังกายมากขึ้น

ทำไมค่า BMI อย่างเดียวจึงยังไม่พอ

BMI ไม่ได้แยกว่าน้ำหนักมาจากไขมัน กล้ามเนื้อ หรือกระดูก และไม่ได้บอกว่าไขมันสะสมอยู่ตรงไหนของร่างกาย คนสองคนที่มี BMI เท่ากันจึงอาจมีความเสี่ยงต่างกันได้มาก

ข้อจำกัดที่พบบ่อยมีดังนี้

  • คนที่มีกล้ามเนื้อมาก เช่น นักกีฬา อาจได้ค่า BMI สูงทั้งที่ไขมันไม่มาก
  • ผู้สูงอายุ มักมีมวลกล้ามเนื้อลดลง ค่า BMI ที่ดูปกติอาจซ่อนไขมันที่มากเกินไว้
  • หญิงตั้งครรภ์ ไม่ควรใช้เกณฑ์ BMI ทั่วไป ควรใช้เกณฑ์การเพิ่มน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ที่แพทย์แนะนำ
  • เด็กและวัยรุ่น ต้องประเมินด้วยกราฟการเจริญเติบโตตามเพศและอายุ ไม่ใช้ตารางของผู้ใหญ่

ไขมันที่สะสมบริเวณหน้าท้อง หรือที่เรียกว่า “อ้วนลงพุง” สัมพันธ์กับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจมากกว่าไขมันที่ส่วนอื่น จึงควรวัดรอบเอวควบคู่ไปด้วย กรมอนามัยแนะนำหลักง่าย ๆ ว่ารอบเอวไม่ควรเกินส่วนสูงหารสอง เช่น สูง 160 ซม. รอบเอวไม่ควรเกิน 80 ซม.

ถ้าค่า BMI ไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติควรทำอย่างไร

ถ้าค่า BMI สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่จำเป็นต้องตกใจ แต่ควรถือเป็นสัญญาณให้ปรับพฤติกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์หากค่าห่างจากเกณฑ์มากหรือมีโรคประจำตัว การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ทำได้ต่อเนื่องมักได้ผลดีกว่าการลดหรือเพิ่มน้ำหนักแบบหักโหม

  • BMI สูงกว่าเกณฑ์: ลดอาหารหวาน มัน เค็ม และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพิ่มผักและโปรตีนไม่ติดมัน ขยับร่างกายให้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน และนอนหลับให้เพียงพอ
  • BMI ต่ำกว่าเกณฑ์: กินให้ครบ 5 หมู่และพลังงานเพียงพอ เพิ่มอาหารที่มีโปรตีน ฝึกออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านเพื่อเสริมกล้ามเนื้อ และหากน้ำหนักลดลงเองโดยไม่ทราบสาเหตุควรพบแพทย์
  • ติดตามผล: ชั่งน้ำหนักและวัดรอบเอวสม่ำเสมอ เช่น สัปดาห์ละครั้งในเวลาเดียวกัน เพื่อดูแนวโน้มมากกว่าดูตัวเลขรายวัน

WHO แนะนำให้ผู้ใหญ่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150–300 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยทั้งเรื่องน้ำหนักและสุขภาพโดยรวม แม้ตัวเลข BMI จะยังไม่เปลี่ยนมากนักในช่วงแรกก็ตาม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่า BMI

ค่า BMI ใช้กับเด็กได้หรือไม่

ใช้ได้ แต่ต้องเทียบกับเกณฑ์อ้างอิงตามเพศและอายุของเด็ก ไม่ใช้ตารางเดียวกับผู้ใหญ่ เพราะสัดส่วนร่างกายเด็กเปลี่ยนไปตามวัย

คนออกกำลังกายเยอะแต่ BMI สูง ต้องกังวลไหม

อาจไม่ต้องกังวล เพราะกล้ามเนื้อหนักกว่าไขมันในปริมาตรเท่ากัน ควรดูรอบเอวหรือวัดสัดส่วนไขมันร่วมด้วยเพื่อประเมินให้แม่นขึ้น

ควรคำนวณค่า BMI บ่อยแค่ไหน

สำหรับคนทั่วไป เช็กเดือนละครั้งก็เพียงพอ ถ้ากำลังควบคุมน้ำหนัก อาจชั่งสัปดาห์ละครั้งในเวลาเดียวกันเพื่อดูแนวโน้ม

BMI 23 ถือว่าอ้วนหรือไม่

ตามเกณฑ์สำหรับคนเอเชีย BMI 23–24.9 คือช่วงน้ำหนักเกินหรือท้วม ยังไม่ใช่โรคอ้วน แต่เป็นจุดที่ควรเริ่มดูแลอาหารและการออกกำลังกาย

บทความนี้เป็นข้อมูลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล หากมีโรคประจำตัวหรือกังวลเรื่องน้ำหนัก ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร

แหล่งอ้างอิง: WHO – Obesity and overweight · CDC – About Body Mass Index · WHO Expert Consultation: Appropriate BMI for Asian populations (The Lancet, 2004)

ภาพหน้าปกโดย i yunmai จาก Unsplash

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *